จากดินสู่ฟ้า…จากฟ้าสู่ดิน
เรื่องหุ้นเป็นสิ่งที่เรียนรู้ไม่จบสิ้น ก็เพราะสิ่งแปลกใหม่มักเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นสูตรสำเร็จของการเล่นหุ้น ก็คงไม่มีเช่นกัน
แต่หากเราจ้องการที่จะศึกษาภูมิหลังจากประสบการณ์จริงของผู้ที่โลดแล่นในตลาดทุนบางคน ซึ่งประสบการณ์ล้มเหลวบ้าง สำเร็จบ้าง แล้วนำมาเป็นกรณีศึกษา...เพื่อประยุกต์ใช้เป็นเกาะป้องกันความเสี่ยงและค้นหาประโยชน์จากการลงทุน ก็คงช่วยได้ในระดับหนึ่ง
ในเดือนนี้ ผมขอนำเสนอเรื่องราวของนักเล่นหุ้นที่มีประสบการณ์โชกโชน โดยขออนุญาตใช้นามสมมติของเขาผู้นี้ว่า เสือเตี้ย แต่ทุกอย่างคือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในตลาดทุนแห่งนี้
หากเอ่ยนามว่า เสือเตี้ย ผู้คนที่ได้ยินชื่อนี่ก็คงจะพอวาดภาพออกถึงบุคลิกและท่าทางของเขาได้เป็นนัย ๆ แล้ว แน่นอนครับ เขาผู้นี้ต้องมีรูปร่างสันทัดไม่สูงโปร่งแน่ ถึงจะตัวเล็ก...แต่ เสือเตี้ย คนนี้จัดเป็นคนใจร้อน เอาเรื่องเหมือนกันครับ
หลังจากที่ เสือเตี้ย เรียนจบจากสถาบันการศึกษา จากย่านเมืองนนทบุรีแล้ว เขามุ่งสู่ตลาดหุ้นด้วยจิตใจแน่วแน่ถึงชัยชนะที่เขาคิดจะคว้ามันมาให้ได้ จากการเรียนรู้เรื่องหุ้นไปพร้อม ๆ กับการศึกษาเล่าเรียนในเชิงช่าง และด้วยใจรักในการลงทุน เขาจึงมุ่งหน้าสู่ตลาดหุ้นในช่วงปี 2521
ด้วยเม็ดเงินเริ่มต้นที่เก็บหอมรอมริบ รวบรวมได้กว่า 3 หมื่นบาท เสื้อเตี้ยนำเงินก้อนแรกโยนใส่หุ้นแบงก์กรุงเทพฯ เป็นการซื้อหุ้นครั้งแรก และตัวแรกของเขาเลยทีเดียวครับ ด้วยเหตุผลมุมคิดที่ว่า ในยุคนั้นแบงก์คือสถาบันการเงินที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจอื่นใดทั้งสิ้น เขาคิดว่าธุรกิจใดที่จะเข้มแข็งได้นั้นจำเป็นต้องพึ่งพิงแบงก์เท่านั้น
ก็ไม่ได้ผิดอะไรไปจากความคิดเบื้องต้นต่อการลงทุนของเขา หุ้นแบงก์กรุงเทพฯ ทำให้เขาได้กำไรไปกว่า 20% จากเงินลงทุนเพียงชั่วแค่ไม่ถึง 3 เดือน !!!
เบื้องต้นนี้ เสือเตี้ย จัดเป็นคนที่เล่นหุ้นแบบค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป ไม่ชอบเสี่ยงเท่าไร กลยุทธ์นี้จึงทำให้เขาสามารถเก็บเล็กผสมน้อยกวาดกำไรจากตลาดทุนได้เรื่อง ๆ แม้ภาวะตลาดในยุคนั้นจะซบเฐาเพราะวิกฤติราชาเงินทุนล้มก็ตาม
เพียงชั่ว 2-3 ปี เสือเตี้ย ก็สามารถ “ปั๊มเงิน” จากตลาดหุ้นได้ โดยมีเงินสด ๆ ในมือรวมกันแล้วเกือบห้าหมื่นบาท
เสือเตี้ย มาประสบความสำเร็จจากการเล่นหุ้นอย่างจริงจัง ก็ช่วงปี 2526 ซึ่งภาวะหุ้นเริ่มฟื้นตัวอย่างจริงจังหลังจากที่ภาวะเศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตก้าวกระโดด ดังนั้น เขาจึงไม่ยอมพลาดโอกาสทอง เขาซื้อหุ้น “ปูนใหญ่” เก็บเข้าพอร์ตกอดไว้ พร้อมทั้งเจียดเม็ดเงินบางส่วน สู้หุ้นในเชิงเก็งกำไรซื้อมาขายไป จนสามารถทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
เสือเตี้ย สะสมกำไร ได้ตัวเลขเกือบ 7 หลัก จากนั้น เขาก็นำเงินที่ค้ากำไรได้จากตลาดหุ้นทั้งหมด ไปฝากกินดอกเบี้ย พร้อมกับเปิดพอร์ตเล่นมาร์จิ้นกับเงินทุนหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ซึ่งในสมัยนั้น ตั้งอยู่บนชั้น 3 อาคารสยามเซ็นเตอร์
เสือเตี้ย คนนี้ พูดให้ผมฟังว่า...ในช่วงที่เขามีเงินเหยียบล้านบาท เขาเคยนั่งคิดตัวเลขถึงรายรับในแง่ของดอกเบี้ยที่สมัยนั้นได้รับสูงถึงร้อยละ 13-15% ซึ่งก็จะทำให้เขามีเงินใช้ต่อเดือนไม่ขาดมือแน่ และคงไม่จำเป็นต้องดิ้นรนทำงานหาเงินให้เหนื่อยเหมือนพวกกินเงินเดือนประจำอีกต่อไป
หลังจากที่เขาสามารถชนะตลาดหุ้นได้ เสือเตี้ย ก็เริ่มมีความเชื่อมั่นในตนเองสูงขึ้นเรื่อย ๆ พฤติกรรมการเล่นหุ้น จึงเริ่มแปรเปลี่ยน จากที่เคยเล่นหุ้นลงทุนสุขุมรัดกุม กลายเป็นฉาบฉวยคล้อยตามตลาดเน้นการเก็งกำไร
ช่วงชะตาชีวิตของเขากำลังจะพลิกผัน เมื่อ เสือเตี้ย ตามแห่ซ้อหุ้นเก็งกำไรอย่าง....มาบุญครองอบพืชและไซโล แถวระดับราคา 300 กว่าบาท ทั้งที่หุ้นตัวนี้ในแง่ของพื้นฐานแล้วดู....ไม่ดี
เพียงแต่ กระแสข่าวลือที่สะพัดในเวลานั้นเอง ที่ทำให้ เสือเตี้ย ตัดสินใจต้องซื้อหุ้นตัวนี้ ด้วยอินไซด์ว่า....จะมีรายใหญ่เข้ามาปั่นราคาโดยมีเป้าหมายที่ราคา 500 บาท
เขาจึงทุ่มซื้อเต็มพอร์ตมาร์จิ้นของโบรกเกอร์ 3 แห่งที่ตัวเขาใช้บริการอยู่ ณ วันที่เขาซื้อหุ้นมาบุญครองฯ ถัดมาเพียงแค่วันเดียว หุ้นตัวดังกล่าวได้เกิดการปรับตัวลดลงอย่างแรงจากการเทขายของรายใหญ่ บวกกับแรงตื่นตกใจของนักเก็งกำไร ที่แห่เทขายตาม จนทำให้ราคาหุ้นของมาบุญครองฯ ทรุดหนักติดฟลอร์ติดต่อกันหลายวัน
เสือเตี้ย เอง ก็หนีไม่พ้นชะตากรรม เพราะต้องถูกจับขายหุ้นตามกฎมาร์จิ้น ซึ่งโบรกเกอร์ทั้ง 3 แห่งที่เขาใช้บริการต่างเทขายหุ้นออกมาล้างพอร์ต ทำให้เกิดการขาดทุนอย่างมากมาย จนเงินที่วางค้ำมาร์จิ้นไม่เพียงพอที่ชำระหนี้ขาดทุนได้ ดังนั้น เขาจึงถูกโบรกเกอร์สั่งอายัดเงินฝากที่เขามีอยู่กับสถาบันการเงินทันที
รอบนี้...เสือเตี้ย ถึงกับหมดตัว เพราะหุ้นมาบุญครองฯ ตัวเดียวแท้ ๆ ครับ!!!
ผมยังจำได้ว่า...ช่วงที่ เสือเตี้ย มีความทุกข์เพราะโดนหุ้นกิน อารมณ์ของเขาดูหงุดหงิดไปหมด ใคร ๆ ก็พูดไม่เข้าหู เสือเตี้ย ไปเสียทุกเรื่อง
จนวันหนึ่งที่ระเบียงห้องค้าหุ้นของตลาดหลักทรัพย์ ณ อาคารสยามเซ็นเตอร์ ด้วยความเครียดนี้เอง ทำให้ เสือเตี้ย เกิดการวางมวยกับนักเล่นหุ้นอีกคนหนึ่งกลายเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตกันเลยทีเดียว
วันนี้....ในตลาดหุ้นไม่เคยได้ยินข่าวของ เสือเตี้ย อีกเลยครับว่า...ตัวเขายังคงนั่งเล่นหุ้นอยู่แห่งหนไหนอีกหรือไม่ แต่ที่รู้ ๆ เสือเตี้ย ยังคงเข็ดเขี้ยวกับตลาดทุนไปแล้วล่ะครับ และคงไม่กล้าฝันหวาน หรือประมาทต่อไปอีกแน่ ๆ ว่าจะมีชีวิตที่อยู่สุขสบายกับเงินล้าน
หากตราบใดที่ยังสู้กับหุ้นอยู่....!!!????
reference
http://www.ktbstoday.com/ana2/sip_qna2.aspx?no=11
วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
วันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
หลุดแล้วๆ

สิ่งที่เป็น กะสิ่งที่อยากให้เป็นสวนทางซะแล้ว
กราฟ 30 นาที หลุดกรอบทางขึ้นเฉยเลย
โหใจร้ายมากๆ โดดเช้า โดดบ่าย แบบว่าโดดลงนะ สถานการณ์ไม่เป็นใจซะแล้ว
วันนี้ AIG ออกมาประกาศตัวเลขขาดทุน พร้อมต้องการเพิ่มทุนอีกตะหากทำเอา
Europe,DOW - กันทุกตลาด ประมาณว่ากลัวกันว่าผี sup prime ยังไม่จบ
ส่งผลถึงเซตอย่างช่วยไม่ได้ นี่ยังดีว่าปรับตัวไม่แรงแค่ 3 จุด
แต่ M -6 โอ้ มายก๊อด ตายๆ ฝรั่ง และ กองทุนช่วยกันขาย ช่วยกันชอต รายย่อยรับของตามระเบียบ
พูดถึงเทคนิคสัญญาณระยะสั้นให้ชอต แล้ว

สัญญาณระยะวัน ยัง Hold Long ถือตามกราฟวัน ความกดดันจะสูงมากมาย ถือไหวก็สุดยอดแล้ว
เอ้า ใครชอบอันไหนเลือกเอาน๊า ...
ในระหว่างวัน

พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นน๊า
ลองใช้จินตนาการส่องลงไปด้วยกราฟ 30 นาที ดู
ลองตีกรอบ และดูการวิ่งของคลื่น น่าจะได้เห็นการวิ่งเป็นดังภาพ
แต่อาจจะไม่จริงก็ได้ เป็นเพียงการคาดการณ์
ถ้าจริง 618 น่าจะเอาอยู่ แล้วเด้งขึ้น ถ้ากรอบนี้ยังใช้ได้ ถ้าหลุดก็ไม่ค่อยสวย (ถ้าหลุด ถือว่าที่พูดมาทั้งหมดเนี่ยยกเลิกฮี่ๆ ไม่หลุดก็ติดตามชมต่อจ๊า)
ถ้าเล่นกราฟสั้นก็คงต้องพลิกไปมาในวัน
จากภาพจะเห็นว่าสัญญาณ Short ในกราฟ 30 นาที มัน False 2 หนติดแล้ว
และคาดว่าพรุ่งนี้อาจได้เห็นสัญญาณชอตได้อีก แต่ก็ยังคงมองว่าลงไม่ลึก
อาจได้ชอต แล้วลองคืน ซึ่งไม่น่าจะได้อะไรมากมายนัก มองว่าเทรนสั้นเกินไป ...
ส่วนสำหรับคนเล่นกราฟวัน พรุ่งนี้อาจไม่ได้ทำอะไร เพียงแค่รอให้มันลงปรับฐาน
แล้วเด้ง Hold Long ต่อไปครับ
ปล.
ข้อความนี้เป็นการคาดการณ์ล้วนๆ นะครับ
อาจไม่จริงก็ได้ เขียนไปตามสิ่งที่คิดเท่านั้น
ถูกผิดขออภัย อย่างแรงน๊า ...
รอปรับฐาน

ช่วงนี้ตลาดคึกเป็นพิเศษ
ไม่รู้ไปกินอะไรมายืนเหนือ 850 จนได้ ทำให้ 850 จากที่เป็นแนวต้าน กลับกลายมาเป็นแนวรับแทน
ถ้า 850 รับอยู่งานนี้จะสนุกมากมายเลย แต่ถ้าเอาไม่อยู่ก็ลงไปเล่นกรอบเดิม แต่เบื่อกรอบเดิมแล้ว อยากเล่น 850-860 มากกว่า คนมีหุ้นจะได้มีความสุข และ ที่สำคัญผมมีทั้งหุ้นทั้ง long future ด้วยสิ
ภาพรวมยังมองตลาดขาขึ้น ยังไม่มีสัญญาณแปลงไปในทางลงแต่อย่างใด นอกจากมีสัญญาณว่าควรจะปรับฐานพักเหนื่อยเพื่อวิ่งต่อเท่านั้นเอง
ถ้าตลาดจะลงอีกสัก 2-3 วันถ้าลงไม่มากเกินไป เทรนก็ยังไม่น่าจะเปลี่ยน
เพราะงั้นถ้าลงก็ไม่แปลกอะไร กลัวแต่จะไม่ลงมากกว่า
ถ้าลงก็ถือว่าปรับฐานครับ แต่ไม่น่ากลัวครับ ...
รอดูอยู่ ไม่รู้จะปรับฐานเมื่อไหร่ แต่คิดว่าไม่น่าไกลเกินรอ น่าจะไวๆ นี้ ระหว่างรอก็ขอให้บวกไปก่อนน๊า ยิ่งบวกยิ่งดี ชอบคร๊าบ ...
ปล. อยากให้ set วิ่งไปหอมแก้ม 860 สักหน แล้ว future ไป 630 แล้วค่อยลงมารับคนตกรถที่ 620 ใหม่ ถ้าได้ตามนี้จะแจ่มมากมาย
วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
Technic พาคนเจ๊งหุ้นจริงเหรอ
การวิเคราะห์หุ้น โดยการใช้เทคนิค ไม่เคยทำให้คนเจ้ง คนที่เจ้งเพราะ
1. ใช้เทคนิคไม่เป็น
2. ใช้เป็นแต่ " ไม่เชื่อ " เทคนิค
3. อยากรวย แต่ไม่เป็นอะไรเลย
4. เป็นทุกอย่าง แต่อับโชค วาสนาต่ำ !!!!
5. หาก เกิด เหตุกการณ์ไม่คาดฝัน เช่น สงคราม การก่อการร้าย ปาระเบิดใส่หัวรุนแรง สภาล่ม การเมืองพลิกผันระหว่างวัน.....ตรงนี้เจ้ง แต่ไม่เกี่ยวกับเทคนิค !!!!
หากเกิดแบบข้อ 5 อยู่ที่ ตัวใครตัวมันหนา ไม่ใช่ เทคนิคหนา !!!!
by : อาจารย์ EVE999
ที่มา : http://www.settrade.com/actions/customization/IPO/newWebboard/pre_board.jsp?content=qa.jsp&tid=13403
1. ใช้เทคนิคไม่เป็น
2. ใช้เป็นแต่ " ไม่เชื่อ " เทคนิค
3. อยากรวย แต่ไม่เป็นอะไรเลย
4. เป็นทุกอย่าง แต่อับโชค วาสนาต่ำ !!!!
5. หาก เกิด เหตุกการณ์ไม่คาดฝัน เช่น สงคราม การก่อการร้าย ปาระเบิดใส่หัวรุนแรง สภาล่ม การเมืองพลิกผันระหว่างวัน.....ตรงนี้เจ้ง แต่ไม่เกี่ยวกับเทคนิค !!!!
หากเกิดแบบข้อ 5 อยู่ที่ ตัวใครตัวมันหนา ไม่ใช่ เทคนิคหนา !!!!
by : อาจารย์ EVE999
ที่มา : http://www.settrade.com/actions/customization/IPO/newWebboard/pre_board.jsp?content=qa.jsp&tid=13403
วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
ถึงเขาหลอก แต่เต็มใจให้หลอก ...

ชอตได้แป๊บเดียว พี่ท่านก็บอกให้ลองซะแล้ว
เอาวะ จะต้มกัน 2 หน ติดเชียวเหรอ
ยอมจ๊า หลอกได้หลอกไป เต็มใจให้หลอก
วันนี้ลองล่ะ ตามสัญญาณช้าไปวันนึง คงมิเป็นไร ราคายังไม่ไกลมาก
แต่ดู DOW , EU ออกสีแดงๆ ใจคอไม่ดีเลยวุ๊ย
หลุดกรอบสีชมพู ทางขึ้นเมื่อไหร่ ก็เผ่นออกมาตั้งหลักคับ ...
ไม่อยากเผ่นน๊า อย่าหลุดเลย น๊าๆ นึกว่าสงสารเด็กตาดำๆ
@-@ปรัชญาจากหมาขี้เรื้อน@-@
ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่ง เพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก
ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน
เพื่อเห็นแก่แม่ บัณฑิตใหม่หมาดจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้
เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับ
พระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถว ภาคอีสานพระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดี มีแต่ความสุขสบาย
เมื่อมาอยู่วัดป่ากว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน แต่ก็นั่นแหละกว่าจะ 'นิ่ง'
ก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆ กัน
ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะ
พระใหม่มีนิสัยชอบจับผิดและชอบอวดรู้ ยกหู ชู หางตัวเองอยู่เป็นประจำ
วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่าไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน ออก
บิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง
เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่าล้าสมัย ไม่รู้จักใช้
เทคโนโลยี่ ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์ เย็นก็บ่นว่าท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกิน
กว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้างก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปที
ล้างไปบ่นไปตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้
โอ้ชีวิต!ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจ สิ่งนั้นสิ่งนี้
ถือดีว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่า ใครในวัดนั้น
ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด มองตัวเองเปรียบกับพระ
รูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าทุกประตูนึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจ
กลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน
นับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ
อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่าท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ ไม่ค่อยพูดไม่
ค่อยจาซ้ำนานๆ ครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง วันๆ ไม่เห็นท่านทำอะไรเอาแต่กวาด
ใบไม้ เก็บขยะ ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน
การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง
เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชา อุตส่าห์เขียนคำวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการวัดได้ร่วมยี่สิบข้อ
เสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่า
ล้าสมัยรวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วยอีกข้อหนึ่งเพราะตนเห็นว่ายุคสมัย
ก้าวไกลมามากแล้วไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูกอีก
หนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้นพระใหม่เสนอให้หลวงพ่อเจ้าอาวาสมีปฏิสัมพันธ์กับพระลู
กวัดให้มากขึ้นกว่านี้ สอนให้มากขึ้น เทศน์ให้มากขึ้นและแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงาน
อย่างการซักจีวรเองเป็นต้นด้วยตนเอง ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า
เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำหลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทรายด้วย
ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่านให้พระหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลาย
ฟังแต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน
อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา
แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งที่นอนอยู่ใต้
ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งใต้ต้นอโศกที่อยู่ใกล้ๆ "เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่
เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อนคันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่นไปมาทั้งวัน เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้น
เดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหม
เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหนมันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจ
หาว่าแต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน
สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน
แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักทีเลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน
เจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า เจ้าสาเหตุแห่งอาการ ?คัน? นั้น
หาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่ แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคเรื้อน
ซึ่งเกาะกินอยู่บนหลังของตัวมันเองนั่นต่างหาก"
พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่าได้เวลาภาวนา
หลังการทำวัตรสวดมนต์เย็นแล้ว ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น
ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกตินอกสงบแต่ในวุ่นว่ายนึ
กอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู
ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง
นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอก ก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนจากคนพูดมาก กลายเป็นคนพูดน้อย
จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่น กลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง
แม้เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขา เพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบครัวท่านก็ยังไม่ยอมสึก
"อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อนขออยู่รักษาโรค จนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษา"
โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุ การกราบลาพระลูกชาย แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลาง
นึกถามตัวเองอยู่ในใจว่าคำว่า 'หมาขี้เรื้อน'
ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่หนอ
สำเนามาจาก
http://www.bbznet.com/scripts3/view.php?user=greenbull&board=2&id=118849&c=1&order=numtopic
ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน
เพื่อเห็นแก่แม่ บัณฑิตใหม่หมาดจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้
เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับ
พระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถว ภาคอีสานพระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดี มีแต่ความสุขสบาย
เมื่อมาอยู่วัดป่ากว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน แต่ก็นั่นแหละกว่าจะ 'นิ่ง'
ก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆ กัน
ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะ
พระใหม่มีนิสัยชอบจับผิดและชอบอวดรู้ ยกหู ชู หางตัวเองอยู่เป็นประจำ
วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่าไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน ออก
บิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง
เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่าล้าสมัย ไม่รู้จักใช้
เทคโนโลยี่ ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์ เย็นก็บ่นว่าท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกิน
กว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้างก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปที
ล้างไปบ่นไปตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้
โอ้ชีวิต!ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจ สิ่งนั้นสิ่งนี้
ถือดีว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่า ใครในวัดนั้น
ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด มองตัวเองเปรียบกับพระ
รูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าทุกประตูนึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจ
กลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน
นับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ
อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่าท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ ไม่ค่อยพูดไม่
ค่อยจาซ้ำนานๆ ครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง วันๆ ไม่เห็นท่านทำอะไรเอาแต่กวาด
ใบไม้ เก็บขยะ ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน
การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง
เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชา อุตส่าห์เขียนคำวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการวัดได้ร่วมยี่สิบข้อ
เสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่า
ล้าสมัยรวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วยอีกข้อหนึ่งเพราะตนเห็นว่ายุคสมัย
ก้าวไกลมามากแล้วไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูกอีก
หนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้นพระใหม่เสนอให้หลวงพ่อเจ้าอาวาสมีปฏิสัมพันธ์กับพระลู
กวัดให้มากขึ้นกว่านี้ สอนให้มากขึ้น เทศน์ให้มากขึ้นและแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงาน
อย่างการซักจีวรเองเป็นต้นด้วยตนเอง ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า
เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำหลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทรายด้วย
ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่านให้พระหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลาย
ฟังแต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน
อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา
แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งที่นอนอยู่ใต้
ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งใต้ต้นอโศกที่อยู่ใกล้ๆ "เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่
เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อนคันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่นไปมาทั้งวัน เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้น
เดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหม
เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหนมันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจ
หาว่าแต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน
สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน
แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักทีเลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน
เจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า เจ้าสาเหตุแห่งอาการ ?คัน? นั้น
หาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่ แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคเรื้อน
ซึ่งเกาะกินอยู่บนหลังของตัวมันเองนั่นต่างหาก"
พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่าได้เวลาภาวนา
หลังการทำวัตรสวดมนต์เย็นแล้ว ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น
ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกตินอกสงบแต่ในวุ่นว่ายนึ
กอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู
ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง
นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอก ก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนจากคนพูดมาก กลายเป็นคนพูดน้อย
จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่น กลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง
แม้เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขา เพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบครัวท่านก็ยังไม่ยอมสึก
"อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อนขออยู่รักษาโรค จนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษา"
โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุ การกราบลาพระลูกชาย แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลาง
นึกถามตัวเองอยู่ในใจว่าคำว่า 'หมาขี้เรื้อน'
ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่หนอ
สำเนามาจาก
http://www.bbznet.com/scripts3/view.php?user=greenbull&board=2&id=118849&c=1&order=numtopic
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)